แก้ปัญหาข้าวเป็นเช้ื้อรา




แก้ปัญหาหมายถึงอะไร?

หมายถึง เกิดปัญหาขึ้น ก็ต้องกำจัดจัดให้หมดไป นาข้าวมีปัญหาด้วยหรือ หลายคนอาจเถียงในใจ เพราะคิดอยู่เสมอว่า การปลูกข้าวถือว่าง่ายที่สุดกับการปลูกพืชชนิดอื่น และตั้งแต่สมัยโบราณ ปู่ ย่า ตา ยาย ทำนาปลูกข้าวไม่เห็นมีปัญหาอะไร?

คนโบราณเขาปลูกข้าวกันอย่างไรถึงได้ไม่มีปัญหา?

พันธุ์ข้าวเขาก็ให้ธรรมชาติคัดให้ แต่ละพื้นที่ แต่ละภาคของประเทศ ก็ใช้พันธุ์ข้าวแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมของพื้นที่ จึงมีความต้านทานต่อปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ในที่นี้คงไม่ต้องแนะนำพันธุ์ข้าวโบราณเพราะในปัจจุบันไม่มีคนนิยมปลูกแล้วถึงมีบ้างก็เล็กน้อยด้วยสาเหตุหลายอย่าง อย่างที่สำคัญคือเก็บผลผลิตได้น้อย อาจลืมไปว่า พันธุ์ข้าวโบราณเป็นสายพัธุ์ข้าวที่มีปัญหาน้อยที่สุด

คนโบราณทำนาปีละครั้งได้ประโยชน์สูงสุด

คนโบราณไม่เดือดร้อนกับชีวิตประจำวัน มีความเป็นอยู่แบบสุขสบาย ไม่อดอยาก ที่นาก็มีมากแล้วแต่จะจับจองแผ้วถางเท่าไรก็ได้สุดแต่กำลังของตน จนเป็นคำกล่าวติดปากเรื่อยมาว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว นอกจากความอุดมสมบุรณ์ของดินในสมัยโบราณแล้ว หลังฤดูเก็บเกี่ยว เดือนธันวามคม-เดือนมกราคม กว่าจะเริ่มฤดูทำนาในเดือน พฤษภาคม ทำให้ดินมีโอกาสพักตัว 3-4 เดือน และคนโบราณทำนาปลุกข้าวโดยไม่ต้องใช้สารเคมีซักนิดเดียว จึงทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์แบบต่อเนื่องและยืนยาว

ดินมที่สมบูรณ์ หมายถึงต้นข้าวที่แข็งแรง

คำว่าความสมบูรณ์ของดินหมายถึง สภาพดินที่ร่วนซุย อุดมไปด้วยอินทรีย์วัตถุ มีทั้งธาตุอาหารหลักอาหารรองครบถ้วน ต้นข้าวจึงมีการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรง นั่นหมายถึงความต้านทานต่อ โรค แมลง ได้อย่างดีทีเดียว
50 ปีให้หลัง มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

มีพันธุ์ข้าวลูกผสมเกิดขึ้นมาใหม่ ผลวิจัยจากนักวิชาการ โดยมีสายพันธุ์ใหม่มาเรื่อยๆ แต่ละสายพันธุ์เน้นการ เพิ่มผลผลิตให้ได้มากๆ และอายุการเก็บเกี่ยวสั้นลง

พันธุ์ข้าวที่ธรรมชาติคัด กับมนุษย์คัด มีความแตกต่างกันหลายอย่าง

พันธุ์ข้าวลูกผสม จะเป็นพันธุ์ข้าวที่ไม่ไวต่อแสง คือออกรวงและเก็บเกี่ยวตามอายุ ส่วนใหญ่จะมีอายุการเก็บเกี่ยว 120 วัน ซึ่งสามารถปลุกได้ตลอดทั้งปี ในเขตชลประทาน 1 ปีสามารถปลูกได้ 1-3 ครั้ง ที่เรียกว่าการปลูกข้าวนาปรัง ต่างจากพันธุ์ข้าวที่ธรรมชาตคัด ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ข้าวที่ไวต่อแสง จะออกรวงในเดือนที่มี กลางวัน สั้นกว่า เวลากลางคืน คือเวลากลางวัน 11 ชม. กลางคืน 13 ชม. จะอยู่ในช่วงปลายเดือน ตุลาคม จึงสามารถปลูกได้ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ที่เรียกว่า ข้าวนาปี
ปัจจุบัน เริ่มมีความต้องการปลูกข้าวพัธุ์ลูกผสมมากขึ้นเรื่อยๆ

ประชากรเพิ่มมากขึ้น ความต้องการอาหารก้เพิ่มตามมา พื้นที่ทำนาแต่ละครัวเรือนก็ลดน้อยลงไป มีทางเดียวเท่านั้นคือ ต้องเพิ่มผลผลิต ให้ได้มากที่สุด ในเขตชลประทาน มีการทำนาปลูกข้าวกันปีละ 3-4 ครั้ง แรกๆ ก็ดีมากๆ ชาวนามีคุณภาพมากขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในขณะที่มีที่ดินปลูกข้าวกันครอบครัวละไม่มากนัก หารู้ไม่ว่าการทำนาของชาวนาในปัจจุบัน คือต้นเหตุของปัญหา

ปัญหาที่เกิดจากพันธุ์ข้าวลูกผสม

ส่วนใหญ่พันธุ์ข้าว ลูกผสมจะให้ผลผลิตมากก็จริง แต่อ่อนแอ ไม่ต้านทานโรคแมลง เช่น ไม่ต้านทานโรคเขียวเตี้ย โรคไหม้ โรคใจุดสีน้ำตาล หนอนกอ หนอนห่อใบข้าว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียว เป็นต้น แต่พอมาพูดถึงคนทำนา ก็ไม่ได้เกลงกลัวปัญหาเหล่านี้สักเท่าไหร่ เขาคิดอยู่เสมอว่า ถ้าปัญหาเกิด ก็ใช้ สารเคมีกำจัด สุดท้ายก็กำจัดได้เพียงชั่วครู่ พอโรคแมลงดื้อต่อสารเคมี ก็ไม่สามารถกำจัดได้ ต้องเปลี่ยนสารชนิดใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ จนปัจุบันมี่สารเคมีที่กำจัดโรคแมลงในท้องตลาด มากกว่า 108 ชนิด

ปัญหาที่เกิดจากวิธีการปลูก

การเข้าใจวิธีปลูกข้าว จะช่วยลดปัญหาได้เป็นอย่างดี แต่ก่อนนิยมใช้วิธีปักดำ โดยการเพาะกล้าในแปลงเล็กๆ แล้วจึงย้ายกล้าลงไปปักดำในแปลงนาอีกที มีข้อดีตรงที่ต้นข้าวมีระยะห่างระหว่างต้นสม่ำเสมอ จึงมีการถ่ายเทอากาสได้ดี ไม่เป็นที่สะสมของโรคและแมลง ข้อเสียคือต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก และต่อมาก็ขาดแรงงานในการปักดำ ชาวนาก็ใช้วิธีการใหม่โดยการหว่านน้ำตม เพาะเมล็ดข้าวให้งอก แล้วหว่านลงในแปลงนาโดยใช้อัตราส่วน 15 กก.ต่อไร่ ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก ก็ถือว่ายังเป็นวิธีที่ใช้ได้ดี แต่ทุกวันนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น มีการเพิ่มอัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มากขึ้น โดยคิดว่า มีต้นข้าวในนามากๆ ก็จะได้รวงมาก บางรายใช้อัตราส่วน 30-40 กก.ต่อไร่ นี่คือจุดแรกของปัญหาที่ต้องแก้ไข ต้นข้าวหนาแน่นเกินไป ก็ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมาก เป็นที่สะสมของโรคและแมลง และจุดที่สอง การทำนาปีละ 1-4 ครั้ง ทำให้เวลาปลูกไม่พร้อมกัน ข้าวจึงเป็นห่วงโซ่อาหารให้กับโรคแมลงตลอดทั้งปี

วินิจฉัยโรคผิด ปัญหาไม่จบ

โรคเมาตอซัง สาเหตุเกิดจากหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จปลูกข้าวต่อทันที โดยที่ตอซังยังไม่ย่อยสลาย ในขณะที่เมล็ดข้าวงอกและลำต้นเจริญเติบโตขึ้นมาอาจไม่สังเกตุเห็นสิ่งผิดปกติมากนัก แต่พอหลังจากฉีดยาคุมฆ่าหญ้า แล้วปล่อยน้ำเข้าแปลงนา ช่วงนี้จะสังเกตุเห็นอาการของโรคได้ชัดเจน เนื่องจากตอซังที่ยังสดอยู่ เมื่อมีน้ำท่วมขัง ตอซังก็จะเริ่มย่อยสลายจากเชื้อจุลลินทรีย์ตามธรรมชาติ ระหว่างนั้นอุณหภูมิใต้ดินจะสูงขึ้น ประกอบกับการเกิดก๊าซมีเทนขึ้นมาพร้อมๆกัน จะทำให้รากข้าวมีสีน้ำตาลเข้ม ไม่มีสีขาว ที่ชาวนาเรียกว่าโรครากดำ ต้นแคระแกรนไม่เจริญเติบโต ใบไหม้รุนแรงเนื่องจากเชื้อรา วิ๊แก้ปัญหาของชาวนา คือหว่านปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ยิ่งใส่ปุ๋ยยูเรียข้าวยิ่งตาย เพราะไม่มีรากสีขาวเพื่อดูดซับปุ๋ย วิธการที่ถูกต้อง เมื่อพบอาการต้องปล่อยน้ำออกจากแปลงนาให้แห้ง อย่างน้อย 7 วัน ระหว่างที่ปล่อยน้ำ ควรฉีดพ่นสารกำจัดเชื้อรา พร้อมอาหารเฉพาะทางเพื่อเร่งการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สังเกตุหน้าดินควรแห้งสนิทแตกระแหงเล็กน้อย รากข้าวออกใหม่มีสีขาวให้เห็นชัดเจน ปล่อยน้ำเข้าแปลงได้เลย หว่านปุ๋ย ยูเรีย 46-0-0 อัตราส่วน 10 กก.ต่อไร่ สารปรับปรุงดิน 2 กก.ต่อไร่ ฉีดพ่นสารกำจัดเชื้อรา อารเฉพาะทางเร่งการเจริญเติบโตอีกครั้ง ขบวนการต้องลงตัว ชัดเจน

ผลิตภัณฑ์ที่จำเป็น

โรคไหม้ ใบจุดสีน้ำตาล จะเห็นอาการชัดเจนระยะข้าวอายุ 45 วันขึ้นไป อาการไหม้ หรือจุดสีน้ำตาลจะเกิดขึ้นที่ใบแก่ คือใบล่างของต้นข้าว และจลามขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว ถ้ากำจัดไม่ได้โรคก็จะเกะทำลายเมล็ดข้าว ที่เรียกว่า โรคเมล็ดด่าง ต้องกำจัดให้เด็ขาดก่อนที่ข้าวจะตั้งท้อง ด้วยวิธีการเดิม คือปล่อยน้ำให้แห้ง (ต้องน้ำแห้งเท่านั้น) แล้วฉีดพ่นอีก 1-2 ครั้ง โดยใช้ผลิตภัณฑ์ชุดเดิม อาการของโรคหายสนิทแล้วจึงปล่อยน้ำเข้าแปลง แล้วหว่านปุ๋ยตามปกติ


ปัญหาไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเสมอไป ขั้นตอนดีไม่มีปัญหา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s